- อธิบายโดย ซะอด์ ยูซุฟ อะบูอะซีซ
แปล รอมฎอน พวงผกา
อิหมามอะหมัด อิบนุ ฮัมบัล ได้กล่าวว่า :
รากฐานซุนนะฮ์ (อากีดะฮ์ แนวทาง) ณ ที่เรานั้น คือ :(1) ยึดมั่นในแนวทางของบรรดาเศาะฮาบะฮ์ของเราะซูลุลลอฮ์ ﷺ
อธิบายและขยายความ :
คำกล่าวของอิหมามอะหมัด เราะฮิมะฮุลลอฮ์ : “รากฐานซุนนะฮ์” ความหมายคือ : กฎเกณฑ์ของอะฮ์ลุสซุนนะฮ์ในเรื่องความเชื่อ โดยเป้าหมายของซุนนะฮ์ ตรงนี้ : คือหลักความเชื่อที่สอดคล้องด้วยกับสิ่งที่ชาวซะลัฟของอุมมะฮ์นี้ได้ดำรงอยู่ ซึ่งเป้าหมายของซุนนะฮ์ ตรงนี้ไม่ใช่หมายถึงสิ่งที่ตรงข้ามกับ ฟัรฎู (จำเป็น)
คำกล่าวที่ว่า : “ณ ที่เรา” ความหมายคือ : ณ ที่บรรดาอิหมามที่เราทันกับพวกเขา และเราได้รายงานฮะดีษจากพวกเขา ในสิ่งพวกเขาได้รายงานโดยสายรายงานของพวกเขาสืบไปจนถึงเศาะฮาบะฮ์ของนะบีย์ ﷺ และรายงานจากนะบีย์ของเรา ﷺ
คำกล่าวที่ว่า : “ยึดมั่นในแนวทางของบรรดาเศาะฮาบะฮ์ของเราะซูลุลลอฮ์ ﷺ” เพราะว่าบรรดาเศาะฮาบะฮ์เป็นดังเช่นคำพูดของอิบนุ มัสอูด เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ :
فَإِنَّهُمْ كَانُوا عَلَى الْهُدَى الْمُسْتَقِيمِ
“ดังนั้นความจริงแล้วบรรดาเศาะฮาบะฮ์พวกเขาอยู่บนทางนำที่เที่ยงตรง”[1]
อิหมามอะหมัด อิบนุ ฮัมบัล ได้กล่าวว่า :
(2) และปฏิบัติตามพวกเขาเหล่านั้น
อธิบายและขยายความ :
คำกล่าวของอิหมามอะหมัด เราะฮิมะฮุลลอฮ์ : “และปฏิบัติตามพวกเขาเหล่านั้น” ความหมายคือ : ตามเศาะฮาบะฮ์ของท่านนะบีย์ ﷺ อิหมามอะหมัด เราะฮิมะฮุลลอฮ์ ได้ชี้แนะไปยังฮะดีษอัลฟิรเกาะตุนนาญียะฮ์ ขณะที่ท่านนะบีย์ ﷺ ได้บอกว่าความจริงแล้วประชาชาตินี้ :
سَتَفْتَرِقُ إِلى ثَلَاثٍ وَسَبْعِينَ فِرْقَةً، كُلُّها فِي النَّارِ إِلَّا وَاحِدَةً، قَالُوا: مَنْ هِيَ؟ قَالَ: مَا أَنَا عَلَيْهِ وَأَصْحَابِي
“จะแตกแยกออกเป็น 73 กลุ่ม ทุกกลุ่มทั้งหมดถูกลงโทษในไฟนรก ยกเว้นกลุ่มเดียวที่รอดปลอดภัย บรรดาเศาะฮาบะฮ์ได้สอบถามว่า : ใครคือกลุ่มเดียวที่รอด? ท่านนะบีย์ได้ตอบว่า : สิ่งที่ฉันและบรรดาเศาะฮาบะฮ์ของฉันได้ดำเนินอยู่”[2]
และความหมายที่ว่า : “ทุกกลุ่มทั้งหมดถูกลงโทษในไฟนรก” ไม่ได้หมายความว่าถูกลงโทษในไฟนรกตลอดกาล โอ้อัลลอฮ์ เว้นแต่ว่าผู้ที่ถึงขั้นเป็นผู้ปฏิเสธในหมู่ของกลุ่มต่างที่แตกแยก และผู้ใดที่ไม่ถึงขั้นเป็นผู้ปฏิเสธ (แค่หลงผิด) การลงโทษอยู่ภายใต้การกำหนดของอัลลอฮ์ หากอัลลอฮ์ทรงประสงค์พระองค์ก็ทรงลงโทษ และหากพระองค์ทรงประสงค์พระองค์จะอภัยโทษให้เขา
และท่านอิหมามอัลเอาซาอีย์ เราะฮิมะฮุลลอฮ์ ได้กล่าวว่า : ความรู้นั้น คือสิ่งที่มาจากเศาะฮาบะฮ์ของมุฮัมหมัด ﷺ และสิ่งที่ไม่ได้มาจากคนใดในหมู่เศาะฮาบะฮ์ ฉะนั้นถือว่าสิ่งนั้นไม่ใช่ความรู้ [3]
อิหมามอะหมัด อิบนุ ฮัมบัล ได้กล่าวว่า :
(3) และละทิ้งจากสิ่งที่เป็นบิดอะฮ์ต่างๆ (อุตริกรรมต่างๆทางศาสนา)
อธิบายและขยายความ :
คำกล่าวของอิหมามอะหมัดที่ว่า : “และละทิ้งจากสิ่งที่เป็นอุตริกรรมต่างๆทางศาสนา” ความหมายคือ : ห่างไกลจากมัน เพราะในสิ่งอุตริกรรมนั้นมีความเสียหาย อัลลอฮ์ ตรัสว่า :
ﵟفَلۡيَحۡذَرِ ٱلَّذِينَ يُخَالِفُونَ عَنۡ أَمۡرِهِۦٓ أَن تُصِيبَهُمۡ فِتۡنَةٌ أَوۡ يُصِيبَهُمۡ عَذَابٌ أَلِيمٌ ٦٣ﵞ [النور: 63]
“ดังนั้นบรรดาผู้ที่ฝ่าฝืนคำสั่งของเขา (มุฮัมมัด) จงระวังตัวเถิดว่า เคราะห์กรรมจะเกิดขึ้นแก่พวกเขา หรือว่าการลงโทษอันเจ็บปวดจะเกิดขึ้นแก่พวกเขาเช่นกัน” (อันนูร : 63)
อิหมามอิบนุ กะษีรได้อธิบายไว้ใน “ตัฟซีร” ว่า : คำดำรัสของพระองค์ที่ว่า “ดังนั้นบรรดาผู้ที่ฝ่าฝืนคำสั่งของเขา (มุฮัมมัด) จงระวังตัวเถิดว่า” หมายถึง คำสั่งของท่านเราะซูลุลลอฮ์ ﷺ ซึ่งเป็นแนวทาง วิธีปฏิบัติ หนทาง แบบฉบับ และบทบัญญัติทางศาสนาของท่าน ดังนั้นคำพูดและการกระทำต่างๆจะถูกจำแนกความถูกต้องโดยคำพูดของท่านนะบีย์ และการกระทำของท่านนะบีย์ หากสิ่งใดสอดคล้องกับท่านนะบีย์สิ่งนั้นก็จะถูกยอมรับ และสิ่งใดที่ขัดแย้งกับท่านนะบีย์สิ่งนั้นจะถูกปฏิเสธกลับไปยังผู้กล่าวหรือผู้กระทำ ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นใครก็ตาม ดังเช่นที่มียืนยันจากท่านเราะซูลุลลอฮ์ ﷺ ท่านได้กล่าวว่า :
مَنْ عَمِلَ عَمَلا لَيْسَ عَلَيْهِ أَمْرُنَا فَهُوَ رَدّ
“ผู้ใดที่ทำการงานหนึ่งการงานใด ซึ่งการงานนั้นไม่มีคำสั่งใช้ของเราบนสิ่งนั้น ดังนั้นมันจะถูกตีกลับ (ไม่ถูกตอบรับ)”
และความหมาย : “คำสั่งใช้ของเรา” หมายถึง : ศาสนาของเรา และคำของท่านนะบีย์ที่ว่า : “มันจะถูกตีกลับ” หมายถึง : ถูกตีกลับ ไม่ถูกตอบรับ
อิหมามอะหมัด อิบนุ ฮัมบัล ได้กล่าวว่า :
(4).และทุกๆบิดอะห์นั้นคือความหลงผิด
อธิบายและขยายความ :
คำพูดของอิหมามอะหมัดที่ว่า : “และทุกๆบิดอะห์นั้นคือหลงผิด” อิหมามอะหมัด ได้ชี้แนะไปยังคำพูดของท่านนะบีย์ ﷺ ที่ว่า :
وَإِيَّاكُمْ وَمُحْدَثَاتِ الْأُمُورِ، فَإِنَّ كُلَّ مُحْدَثَةٍ بِدْعَةٌ، وَكُلَّ بِدْعَةٍ ضَلَالَةٌ
“และพวกท่านพึงระวังสิ่งที่ถูกอุตริกรรมใหม่ๆในเรื่องต่างๆของศาสนา เพราะความจริงแล้วทุกๆสิ่งที่อุตริกรรมขึ้นมาใหม่คือบิดอะฮ์ และทุกๆบิดอะฮ์คือความหลงผิด”[4]
และในฮะดีษนี้ได้ตอบโต้กับผู้ที่อ้างว่าในอิสลามนั้นมีบิดอะฮ์ที่ดี และท่านอิบนุ อุมัร ได้กล่าวว่า :
كُلُّ بِدْعَةٍ ضَلَالَةٌ, وَإِنْ رَآهَا النَّاسُ حَسَنَةً
“ทุกๆบิดอะห์นั้นคือความหลงผิดถึงแม้ผู้คนจะมองว่ามันดีก็ตาม”[5]
ส่วนคำพูดของท่านอุมัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ที่พูดถึงละหมาดตะรอเวียห์ ด้วยสำนวนที่ว่า : “บิดอะฮ์ที่ดี” ฉะนั้นเป้าหมายจริงๆคือ : บิดอะฮ์ทางภาษา เพราะท่านอุมัร ได้ฟื้นฟูละหมาดตะรอเวียห์ที่เคยมีปฏิบัติ ท่านไม่ได้วางบทบัญญัติใหม่ เพราะว่าท่านนะบีย์ ﷺ ได้เคยละหมาดตะรอเวียห์อยู่แล้ว และท่านไม่ได้คัดค้านต่อผู้ที่มาละหมาดตามหลังท่าน แต่ความจริงท่านได้ละทิ้งการละหมาดตะรอเวียห์เพราะกลัวว่ามันจะถูกกำหนดให้เป็นฟัรฎูต่อประชาชาตินี้ ซึ่งบิดอะฮ์นั้นคือ : “สื่งที่ถูกอุตริขึ้นมาโดยคัดแย้งกับสัจธรรมที่ได้รับมาจากท่านเราะซูล ﷺ”
[1] บันทึกโดยอิบนุ อับดิลบัรใน “ญามิอุลบะยาน” ด้วยสายรายงานที่ไม่มีปัญหา
[2] บันทึกโดยติรมีซีย์ (2641) ชัยค์อัลบานีให้สถานะว่าฮะซัน
[3] บันทึกโดยอิบนุ อับดิลบัรใน “ญามิอุลบะยาน” เล่ม 2 หน้าที่ 36
[4] บันทึกโดยอะหมัด (4/126) อะบูดาวุด (4607) และคนอื่นๆ และมันคือฮะดีษที่ถูกต้อง
[5] บันทึกโดยอัลลาละกาอีย์ ใน “ชัรอุศูลอัลเอียะอ์ติกอด” (126) ด้วยสายรายงานที่ถูกต้อง